หลังจากราคาหุ้นตกมาตั้งแต่ต้นปี ผมก็หนีไปเล่นเกม แบบสบายใจเฉิบ ไม่ซื้อ ไม่ขาย ล่าสุด หุ้นหลักๆในพอร์ตทุกตัว หล่นมาจนมาร์จิ้นบางเฉียบ บางตัวสลับสี เขียว/แดง เป็นระยะ ให้ต่อมลุ้นทำงานกันบ้าง
รวมๆแล้ว ผมยังสบายใจอยู่มาก เพราะภาวะหุ้นตกทั้งตลาด นั้นเป็น systematic risk ซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ในขณะเดียวกัน การปรับพอร์ต หรือซื้อขายในระยะสั้น ก็ไม่ได้บอกว่า คุณจะสามารถแก้ไขสถานการณ์ให้ดีขึ้นได้
ทางเลือกที่น่าจะเสี่ยงน้อยที่สุด คือการขายหุ้นออกมาถือเงินสดไว้ แต่ก็อีกนั่นแหละ เราเสี่ยงกับการที่หุ้นจะปรับตัวขึ้นปุปปัป แล้วก็จะตกรถในที่สุด(อ่านเรื่อง fat tail ของท่านแม่ทัพประกอบจะได้อารมณ์มาก)
ผมยังคงมั่นใจในความสามารถของตัวเอง ว่า "กรูไม่รู้" อย่างเหนียวแน่น ผมตอบไม่ได้ว่า เมื่อไหร่ตลาดจะขึ้น หรือ เมื่อไหร่ตลาดจะลง ดังนั้น ผมก็เลือกทางที่ผมสบายใจที่สุดที่จะทำ คือ "อยู่เฉยๆ"
ในเมื่อร้านหนังสือของผม ยังขายได้ สายแลนยังมีคนต้องการ หน้าร้อนนี้แอร์ก็คงขายดี วิสต้าออกปีนี้ ยอดโน้ตบุ้คก็น่าจะกระฉูด และภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ก็ยังต้องการสารเคมีไปใช้ ลูกหนี้ยังโวยวายกับเครดิตบูโรเหมือนเดิม และ แบงค์ยังหนีบาเซิล 2 ไปไม่พ้น
แล้วผมจะดิ้นทุรนทุรายไปทำไม?
ทำใจร่มๆ ไปเล่นเกม สบายใจกว่าเยอะ
รวมๆแล้ว ผมยังสบายใจอยู่มาก เพราะภาวะหุ้นตกทั้งตลาด นั้นเป็น systematic risk ซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ในขณะเดียวกัน การปรับพอร์ต หรือซื้อขายในระยะสั้น ก็ไม่ได้บอกว่า คุณจะสามารถแก้ไขสถานการณ์ให้ดีขึ้นได้
ทางเลือกที่น่าจะเสี่ยงน้อยที่สุด คือการขายหุ้นออกมาถือเงินสดไว้ แต่ก็อีกนั่นแหละ เราเสี่ยงกับการที่หุ้นจะปรับตัวขึ้นปุปปัป แล้วก็จะตกรถในที่สุด(อ่านเรื่อง fat tail ของท่านแม่ทัพประกอบจะได้อารมณ์มาก)
ผมยังคงมั่นใจในความสามารถของตัวเอง ว่า "กรูไม่รู้" อย่างเหนียวแน่น ผมตอบไม่ได้ว่า เมื่อไหร่ตลาดจะขึ้น หรือ เมื่อไหร่ตลาดจะลง ดังนั้น ผมก็เลือกทางที่ผมสบายใจที่สุดที่จะทำ คือ "อยู่เฉยๆ"
ในเมื่อร้านหนังสือของผม ยังขายได้ สายแลนยังมีคนต้องการ หน้าร้อนนี้แอร์ก็คงขายดี วิสต้าออกปีนี้ ยอดโน้ตบุ้คก็น่าจะกระฉูด และภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ก็ยังต้องการสารเคมีไปใช้ ลูกหนี้ยังโวยวายกับเครดิตบูโรเหมือนเดิม และ แบงค์ยังหนีบาเซิล 2 ไปไม่พ้น
แล้วผมจะดิ้นทุรนทุรายไปทำไม?
ทำใจร่มๆ ไปเล่นเกม สบายใจกว่าเยอะ