2007/Jan/09

หลังจากราคาหุ้นตกมาตั้งแต่ต้นปี ผมก็หนีไปเล่นเกม แบบสบายใจเฉิบ ไม่ซื้อ ไม่ขาย ล่าสุด หุ้นหลักๆในพอร์ตทุกตัว หล่นมาจนมาร์จิ้นบางเฉียบ บางตัวสลับสี เขียว/แดง เป็นระยะ ให้ต่อมลุ้นทำงานกันบ้าง

รวมๆแล้ว ผมยังสบายใจอยู่มาก เพราะภาวะหุ้นตกทั้งตลาด นั้นเป็น systematic risk ซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ในขณะเดียวกัน การปรับพอร์ต หรือซื้อขายในระยะสั้น ก็ไม่ได้บอกว่า คุณจะสามารถแก้ไขสถานการณ์ให้ดีขึ้นได้

ทางเลือกที่น่าจะเสี่ยงน้อยที่สุด คือการขายหุ้นออกมาถือเงินสดไว้ แต่ก็อีกนั่นแหละ เราเสี่ยงกับการที่หุ้นจะปรับตัวขึ้นปุปปัป แล้วก็จะตกรถในที่สุด(อ่านเรื่อง fat tail ของท่านแม่ทัพประกอบจะได้อารมณ์มาก)

ผมยังคงมั่นใจในความสามารถของตัวเอง ว่า "กรูไม่รู้" อย่างเหนียวแน่น ผมตอบไม่ได้ว่า เมื่อไหร่ตลาดจะขึ้น หรือ เมื่อไหร่ตลาดจะลง ดังนั้น ผมก็เลือกทางที่ผมสบายใจที่สุดที่จะทำ คือ "อยู่เฉยๆ"

ในเมื่อร้านหนังสือของผม ยังขายได้ สายแลนยังมีคนต้องการ หน้าร้อนนี้แอร์ก็คงขายดี วิสต้าออกปีนี้ ยอดโน้ตบุ้คก็น่าจะกระฉูด และภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ก็ยังต้องการสารเคมีไปใช้ ลูกหนี้ยังโวยวายกับเครดิตบูโรเหมือนเดิม และ แบงค์ยังหนีบาเซิล 2 ไปไม่พ้น

แล้วผมจะดิ้นทุรนทุรายไปทำไม?

ทำใจร่มๆ ไปเล่นเกม สบายใจกว่าเยอะ

2006/Dec/25

  1. ตลาดหุ้นไม่ใช่ ประเทศไทย และไม่ใช่โลกด้วย มันวินาศไปโลกก็ไม่ถล่มหรอก
  2. จากข้อแรก ดัชนีตลาดหุ้นไทยก็ไม่ใช่เศรษฐกิจไทยด้วยเหมือนกัน
  3. ดัชนี follow เศรษฐกิจ แต่ เศรษฐกิจไม่ follow ดัชนี การประคองตลาดไว้ แต่ปล่อยให้ภาคเศรษฐกิจตายเป็นเรื่องไม่สมเหตุสมผล
  4. ในสถานการณ์ส่วนใหญ่ จะมีหุ้นส่วนหนึ่งได้รับผลประโยชน์จากนโยบายเสมอ ครั้งนี้ก็ไม่เว้น
  5. ราคาหุ้นในตลาดในระยะสั้นไม่มีเหตุผล อย่าหวังว่ามันจะขยับไปในทางที่สอดคล้องกับทฤษฏี
  6. จาก 5 มันเป็นแบบนี้เพราะนักลงทุนในตลาดส่วนใหญ่ไม่มีเหตุผล
  7. ราคาหุ้น ณ เวลาใดๆ ถูกกำหนดโดยอารมณ์ + เหตุผล เวลาเกิดอิมแพ็ก อารมณ์จะนำหน้า เวลาอะไรๆ เริ่มเข้าที่ เหตุผล จะนำหน้า
  8. ดังนั้นในระยะยาว ราคาหุ้นจะไปตามผลประกอบการณ์ เสมอ คนที่คุมสติได้ และเห็นประโยชน์จาก 4-7 ก่อน จะทำกำไรได้จากวิกฤตการณ์
  9. คนมักจะทำเหมือนตัวเองรู้ทุกอย่าง ทั้งๆที่จริงๆเขาไม่รู้อะไรเลย
  10. เวลาได้ข้าเก่ง เวลาเจ๊งเอ็งทำ - หาแพะเป็นเรื่องธรรมชาติของนักลงทุนไทย เขาลืมไปว่าไม่มีใครเอาปืนจ่อหัวให้เขาซื้อขายหุ้นซักหน่อย
  11. รายย่อยไทยเชื่อว่า หุ้นทุกตัวมีเจ้ามือ ความเพ้อเจ้อนี้ลามปามไปถึง TFEX (ปั่น TFEX ได้ แม่เจ้าโว้ย คิดได้ไง)
  12. เพราะเชื่อว่ามีเจ้ามือ รายย่อยไทย จึงเชื่อว่า การทำนายดัชนี แบบชี้เป้า ทำได้จริง! และถ้าตูไม่รู้มันก็ต้องมีคนรู้ซักคนละน่า
  13. เพราะเชื่อว่ามีเจ้ามืออีกนั่นแหละ แต่ละคนเลยเชื่อว่า การขอส่วนบุญ เล็กๆน้อยๆจากเจ้ามือเป็นวิธีหาเงินวิธีเดียวในตลาดหุ้น
  14. และก็ลืมไปเลยว่า ที่แล้วๆมา โดนกินตังค์ไปเท่าไหร่!
  15. เงินน้อยต้องเก็งกำไร เงินมากค่อยลงทุน - นี่ก็แปลก ถ้าเก็งกำไรจนเงินมากได้ แล้วทำไมไม่เก็งกำไรต่อ? จะหันมาลงทุนทำซากอะไร ถ้ามันสู้เก็งกำไรไม่ได้
  16. ถือหุ้นตัวเดียว เวลาได้จะได้เป็นกอบเป็นกำ - นี่ก็ลืมอีกแล้ว ว่าเวลาเจ๊งก็เป็นกอบเป็นกำเหมือนกันนะ
  17. หุ้นปั่นขึ้นลง เร็ว ทำกำไรได้มากกว่าหุ้นพื้นฐานที่ต้วมเตี้ยม - ไม่ได้ดูเล้ย ว่า HMPRO,MINT,BOL,ILINK, etc... ไปกันถึงไหนแล้ว แล้วหุ้นปั่นขาซิ่งคุณน่ะอยู่ไหน? เหมือนผมเห็นลิบๆแถวๆก้นเหวโน่นแน่ะ
  18. การเฝ้าจอหุ้น มีค่ามากกว่าการหาข้อมูลพื้นฐาน(หรือกราฟ)ของหุ้นแต่ละตัว - เขาอาจไม่รู้ว่า บัฟเฟตรอดในตลาดอเมริกามาได้ 50 ปีโดยไม่มีจอเรียลไทม์ และปีเตอร์ลินซ์ อ่านรายงานกิจการจำนวนมหาศาลโดยให้ความสนใจกับราคาเป็นลำดับสุดท้าย
  19. เชื่อฝังใจว่า กำไรเล็กๆน้อยๆควร take profit ถ้าขาดทุน ก็ถือไว้ก่อนเดี๋ยวมันก็ฟื้น น้อยรายที่ let profit run && cut loss ลินซ์เย้ยว่า เหมือนถอนดอกไม้ เพื่อรดน้ำให้วัชพืช
  20. ทุกอย่างคือเก็งกำไร การประกันความเสี่ยงด้วย วอร์แรนต์หรือฟิวเจอร์คืออะไรไม่รู้จัก
  21. จาก 20 ข้อแรก ประมวลได้ว่า "ความรู้เกี่ยวกับการลงทุนในหนังสือที่เค้าสอนๆกันน่ะ แมงเม่าไม่อ่านหรอก ต้องโดนกับตัวถึงจำ(หรือไม่จำ?) แล้วพอไม่รู้อะไร พอลงตลาดก็จะขาดทุน แล้วก็โทษปี่โทษกลอง"

เขียนด้วยแรงบันดาลใจจาก
???? ====> ถ้าท่านๆ คิดว่าตลาดหุ้นแย่แน่ๆ .... ทำไมท่านไม่ Short TFEX ครับ <==== ????

โดนเค้าหลอกด่า ยังไม่รู้ตัวอีก อนิจจาแมงเม่าประเทศไทย

แต่ก็ดี มีแต่คนฉลาดๆ แล้วผมจะไปหากินที่ไหนล่ะ?

2006/Dec/21

มีคนโพสต์กระทู้ว่า ตลาดลงแรงแบบนี้ VI ไม่กระเทือนใช่ไหม ก็อยากจะบอกว่า ปัจจัยถล่มตลาดหนักขนาดนี้ จะ VI หรือไม่มูลค่าหุ้นในมือก็ลดลงไม่ต่างกับคนอื่นๆ

จุดแตกต่างของ VI ในกรณีนี้ ในด้านตัวบุคคลคือสภาพจิตใจ ในด้านหุ้น คือปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ที่จะพากิจการฝ่าวิกฤตไปได้เท่านั้น

ลองสังเกตดูในบอร์ด TVI จะพบว่า แม้ตลาดจะแดงเถือก แต่กำลังใจของสมาชิกยังดีอยู่มาก หลายๆคนบ่นไม่มีเงินซื้อเพิ่ม หลายๆคน short against port แบบสนุกสนาน บางคนสวิตต์จากหุ้นเบต้าต่ำไปยังหุ้นเบต้าสูง แบบไม่อนาทรร้อนใจ

น้อยคนที่จะบอกว่า เจ๊งแล้ว แย่แล้ว ...หายแล้ว

สาเหตุเนื่องมาจาก ชาว VI มั่นใจว่า นี่เป็นความตระหนกของตลาด ที่ไม่กระเทือนพื้นฐานกิจการ และสืบมาจากข้อสอง คือมั่นใจว่าหุ้นตัวเองจะฝ่าวิกฤตนี้ไปได้ ทั้งในแง่ของกิจการ และในแง่ของต้นทุนถือครอง

บัฟเฟต เคยกล่าวว่า ถ้าซื้อหุ้น แล้วตลาดปิดไป 10 ปี เขาก็ไม่เดือดร้อน ชาว VI หลายๆคนก็รับมาไว้ใช้เช่นกัน มูลค่าของหุ้นคือกิจการ ไม่ใช่กระดาษ หรือ SQL record ที่โบรกเกอร์ ตราบใดที่กิจการยังดี บริหารดีเด่น ปันผลงาม กำไรเติบโต การลดลงของราคา คือโอกาสอันเหมาะสมในการซื้อเพิ่ม เพราะ "เวลาเป็นเพื่อนของกิจการที่ดี และเป็นศัตรูต่อกิจการที่เลว" ใครถือโฮมโปรมา 3 ปี กับถือ N-Park มา 3 ปี คงยอมรับได้สนิทใจว่านี่คือความจริง

เมื่อกิจการที่ถือครอง แข็งแกร่งและดีจริงแล้ว ในภาวะเลวร้ายที่กิจการอื่นๆล้ม มันจะรอด ในภาวะฟื้นตัว มันจะเร็วกว่าคนอื่น เมื่อมั่นใจว่าเรือที่โดยสารอยู่นี้จะไม่ล่ม ชาววีไอ ก็ไม่ซีเรียสมากนัก

ในแง่ต้นทุนถือครอง ปกติแล้ว VI ใช้เงินเย็น แช่ช่องฟรีส เราไม่เดือดร้อนถ้าเงินของเราจะติดอยู่ในกิจการที่ดี แต่ไม่สะท้อนมูลค่าที่เหมาะสม ซักระยะหนึ่ง นอกจากนั้น ราคาที่ซื้อก็คือราคาที่คำนวณแล้วว่า มี margin of safety คือต่ำกว่ามูลค่าแท้จริงที่คำนวณได้พอสมควร แต่เนื่องจากหุ้นหลายๆตัวถือครองมาแล้วเป็นเวลานาน ราคาได้ปรับตัวสูงขึ้นไปก่อนแล้ว การที่ impact แบบนี้ แม้ราคาจะลดลง ก็ยังลงไม่ถึงทุน หรือถึงขาดทุนก็ยังไม่มาก เมื่อผนวกกับความมั่นใจว่าเราเลือกหุ้นดีแล้ว

เราก็ยิ้มรับความผันผวนอันเนื่องจากนายตลาด และกล่าวได้ว่า
"มันเป็นเช่นนั้นเอง แล้วพายุครั้งนี้ก็จะผ่านไป"

edit @ 2006/12/21 08:59:48